ค31101

ค31101

รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน

จำนวนจริง

1.จำนวนจริง

เซตของจำนวนจริงประกอบด้วยสับเซตที่สำคัญ  ได้แก่
- เซตของจำนวนนับ/ เซตของจำนวนเต็มบวก เขียนแทนด้วย  I
                   I = {1,2,3…}
เซตของจำนวนเต็มลบ  เขียนแทนด้วย  I
เซตของจำนวนเต็ม เขียนแทนด้วย I
                   I = { …,-3,-2,-1,0,1,2,3…}
เซตของจำนวนตรรกยะ เซตของจำนวนจริงที่สามารถเขียนได้ในรูปเศษส่วน      โดยที่ a,เป็นจำนวนเต็ม  และ b = 0
เซตของจำนวนอตรรกยะ จำนวนที่ไม่ใช่จำนวนตรรยะ ซึ่งไม่สมารถเขียนในรูปเศษส่วนของจำนวนเต็มที่ตัวส่วนไม่เป็นศูนย์ แต่สามารถเขียนได้ในรูปทศนิยมไม่ซ้ำ และสามารถกำหนดค่าโดยประมาณได้
         ตัวอย่างจำนวนอตรรกยะ
                   = 1.4142135…   มีค่าประมาณ    1.414
                   = 1.4422495…   มีค่าประมาณ    1.442
                   = -0.8660254…  มีค่าประมาณ    -0.866
                   = 3.14159265…  มีค่าประมาณ    3.1416

2. สมบัติของจำนวนจริงเกี่ยวกับการบวกและการคูณ
    
1) สมบัตของการเท่ากันในระบบจำนวนจริง
         เมื่อ a, b เป็นจำนวนจริงใดๆ
(1)      สมบัติการสะท้อน a = a
(2)      สมบัติการสมมตรา ถ้า a = a แล้ว b = c
(3)      สมบัติการถ่ายทอด ถ้า a = a และb = c แล้ว a = c
(4)      สมบัติการบวกด้วยจำนวนที่เท่ากัน
ถ้า a = b แล้ว a+c = b+ c
         (5) สมบัติการคูณด้วยจำนวนที่เท่ากัน
              ถ้า  a =  b แล้ว ac = bc
2) สมบัติการบวกและการคูณจำนวนจริง
     ถ้า a, b, c เป็นจำนวนจริงใดๆ
สมบัติ
การบวก
การคูณ
ปิด
 a+b €   Rab  €   R
การสลับที่
a+ b = b+aab = ba
การเปลี่ยนหมู่
(a+b)+c = a+(b+c)(ab)= a(bc)
การมีเอกลักษณ์
มีจำวนจริง 0 ซึ่ง0+a = a= a+0มีจำนวนจ1 a = a= a  1 ริงซึ่ง 1 ซึ่ง
เรียก 0ว่าเอกลักษณ์เรียก 1 ว่าเอกลักษณ์
การมีอินเวอร์ส
สำหรับจำนวนจริง aจะมีจำนวนจริง –a  โดยที่ (-a)+a = 0 = a+(-a) เรียก –a ว่าอินเวอร์ส การบวกจำนวนจริงของ aเรียก 1 ว่าเอกลักษณ์การคูณสำหรับจำนวนจริง a ที่ a   0
จะมีจำนวนจริง a  โดยที่ a
a = 1 = a   a  เรียก a  ว่าอินเวอร์สการคูณของจำนวนจริงa    
การแจกแจง
A(a+b= ab+ac

3. การนำสมบัติของจำนวนจริงไปใช้ในการแก้สมการกำลังสอง

ตัวแปร    :  อักษรภาษาอังกฤษตัวเล็ก เช่น ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนจำนวน
ค่าคงตัว  :  ตัวเลขที่แททนจำนวน เช่น 1, 2
นิพจน์    :  ข้อความในรูปสัญลักษณื เช่น 2, 3x  ,x-8 ,
เอกนาม  :  นิพจน์ที่เขียนอยู่ในรูปการคูณของค่าคงตัวแปรตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปที่มีเลขชี้                 กำลังของตัวแปรเป็นจำนวนเต็มบวกหรือศูนย์ เช่น -3, 5xy , 2y
พหุนาม :  นิพจน์ที่สามารถเขียนในรูปของเอกนาม หรือการบวกเอกนามตั้งแต่สองเอก   นามขึ้นไป เช่น 3, 5+15xy+10x+5
ดีกรีของเอกนาม ดีกรีสูงสุดของเอกนามในพหุนามนั้น เช่น x+2xy+1 เป็นพหุนามดีกรี 3

3.1การแยกตัวประกอบของพหุนาม
         พหุนามดีกรีสองตัวแปรเดียว พหุนามที่เขียนได้ในรูป ax + bx +c = 0 เมื่อค่าคงตัวที่  0 และ เป็นตัวแปร
การแยกตัวประกอบของ x +bx +c = 0 เมื่อ เป็นค่าคงตัวที่ c = 0
ทำได้โดยการาจำนวน และ ที่ de = c และ d+c = b ทำให้ x +bx + c = (x+d)(x+c)

เช่น  จงแยกตัวประกอบของ x +7x + 12
         จัดพหุนามให้อยู่ในรูป x +(d+e)x+de
         นั้นคือ หาจำนวนสองจำนวนที่คูณกันได้ 10 และบวกกันได้ 7
         ซึ่งก็คือ 5 และ 2
         จะได้ (5)(2) 10 และ5+2 = 7
         ดั้งนั้น x+7x+10= (x+5) (x+2)
การแยกตัวประกอบของพหุนามในรูป ax +bx +c เมื่อ ab , , เป็นค่าคงตัว และ  0 , 0
เช่น 4x-4x+1 ทำได้ดังนี้
1) หาพหุนามดีกรีหนึ่งพหุนามที่คูณกันได้ 4มี(2x)(2x)หรือ (4x)(x) เขียนสองพหุนามที่ได้ให้เป็นพจน์หน้าของผลคูณของพหุนามใหม่ดังนี้
                   (2x   )(2x  )หรือ(4x  )(x   )
2.)หาจำนวน 2 จำนวนที่คูณกันได้ 1 ซึ่งได้แก่ (1)(1) หรือ (-1)(-1) เขียนจำนวนทั้งสองเป็นพจน์หลังของพหุนามในข้อ 1) ดังนี้
                   (2x+1)(2x+1) หรือ (4x+1)(x+1)
                   (2x-1)(2x-1)            (4x-1)(x-1)
การแยกตัวประกอบของพหุนามที่เป็นกำลังสองสมบูรณ์
         กำลังสองสมบูรณ์ พหุนามดีกรีสองสมบูรณ์ที่แยกตัวประกอบแล้วได้ตัวประกอบเป็นพหุนามดีกรีหนึ่งซ้ำกัน เช่น
         x+2ax+4 = (x+2)(x+2) (x+2)
         x-4x+4 = (x-2)(x-2) = (x-2)
         ในกรณีทั่วไปพหุนามดีกรีกำลังสองสมบูรณ์ แยกตัวประกอบได้ดังนี้
          x-2ax+a = (x-a)
         x+6x+9 = (x+3)
         x-2ax+a = (x-2)
         x-8x+16 = (x-4)
การแยกตัวประกอบโดยการทำให้เป็นกำลังสองสมบูรณ์
         พหุนาม x+bx+c เช่น x+2x-5 ทำให้เป็นกำลังสองสมบรูณ์ดังนี้
          X+2x-5     =    ( x+2x)-5
                            =   (x+2x+1)-5-1
                            =   (x+1) -6
ดั้งนั้น   x+2x-5   = (x+1)-6
จาก     x-a           = (x-a)(x+a)
จะได้ (x+1)-6     ((x+1)-  6  )((x+1)+  6  )
3.2 การแก้สมการกำลังสองสมบูณณ์
         การแก้สมการหรือการหาคำตอบของสมการสองตัวแปรเดียว  การหาคำตอบของสมการที่เขียนอยู่ในรูป ax+bx+c = 0 เมื่อ  b c เป็นค่าคงตัว และ a = 0ทำได้โดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับจำนวนจริง ดังนี้
ถ้า a และ เป็นจำนวนจริง และab = 0 แล้ว a = 0”
การหาคำตอบของสมการ การหาจำนวนที่นำไปแทน ในสมการแล้วได้สมการที่เป็นจริง
-                   การแก้สมการกำลังสองโดยวิธีการแยกตัวประกอบ
เช่น แยกตัวประกอบของ x-4x+3 = 0
วิธีทำ   แยกตัวประกอบของ x-4x+3
            จะได้ (x-3)(x-1)
            หาคำตอบของสมการ (x-3)(x-1= 0
            โดยหา ที่ทำให้ x-3 = 0 หรือ x-1= 0
             นั่นคือ                x= 0 หรือ x= 1
ตรวจคำตอบ     โดยแทนค่า ในการ x-4x+3 = 0 ด้วย 1หรือ 3
เมื่อแทนค่า x  ด้วย 1 จะได้
                   (1)-4 (1)+3 = 0                ซึ่งเป็นจริง
เมื่อแทนค่า ด้วย 3 จะได้
                   (3)-4(3)+3 = 0                  ซึ่งเป็นจริง
ดังนั้น 1 และ3 เป็นคำตอบของสมการ x -4x+3 =0

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น